วัสดุก่อสร้าง

 

 

 

 

 

สร้างบ้านน็อคดาวน์ แบบบ้านสำเร็จรูป หลักแสน 

 

              

 ID: 0832537111

 

 

 
 
 
 
 
 
 
  
  • ราคาที่ดินทั่วปท.ขยับ15% ประเมินใหม่32ล.แปลง-รับกม.ภาษี....

    กรมธนารักษ์ลุยปรับราคาประเมินที่ดินใหม่ทั่วไทย 32 ล้านโฉนด ประกาศใช้ 1 ม.ค. 59 นี้ รับนโยบายจัดเก็บภาษีที่ดินฯ เผยราคาที่ดินทั่วประเทศขยับขึ้น 10-15% แนวรถไฟฟ้าในเมืองฮอต "สีลม" ครองแชมป์แพงสุด แตะ 9 แสนถึง 1 ล้านบาท/ตร.ว. ที่ดินหัวเมืองใหญ่ "ภูเก็ต-เชียงใหม่-โคราช-ขอนแก่น" แข่งกันพุ่งขึ้น พื้นที่เขต ศก.พิเศษรับอานิสงส์เต็ม ๆ
    นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า วันที่ 1 ม.ค. 2559 กรมธนารักษ์จะประกาศราคาประเมินที่ดินฉบับใหม่ที่จะใช้ในอีก 4 ปีข้างหน้า รอบบัญชี 2559-2562 แม้รัฐบาลจะชะลอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ...ออกไป ตามเป้าหมายมีแผนจะประเมินที่ดินเป็นรายแปลงให้ครบ 32 ล้านแปลง จากปัจจุบันทำไปแล้ว 8 ล้านแปลง โดยจะเร่งให้ครบ 100% ภายใน 1 ปี ซึ่งอาจไม่ทัน เพราะงบประมาณปี 2558 ตั้งไว้เพียง 200 ล้านบาท และไปตั้งในปีงบฯ 2559 อีกกว่า 2,000 ล้านบาท แต่ถ้าให้เสร็จปีนี้ต้องขอใช้งบฯกลาง หรือแปลง งบฯรายการอื่นมาใช้
    สำหรับราคาประเมินที่ดินรอบนี้ ในส่วนกลางราคาไม่น่าขยับขึ้นมากนัก เนื่องจากประเมินเป็นรายแปลงอยู่แล้ว แต่ต่างจังหวัดจะปรับขึ้นพอสมควร เมื่อมีการประเมินเป็นรายแปลง จากเดิมประเมินรายบล็อก ซึ่งได้ราคาประเมินออกมาค่อนข้างต่ำ และการประเมินเป็นรายแปลงจะได้ราคาใกล้เคียงความจริงมากกว่าด้วย
    แม้นายกรัฐมนตรีจะให้ชะลอภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกไป ก็ไม่เกี่ยวกับการทำงานของกรมธนารักษ์ เนื่องจากกรมมีหน้าที่ประเมินราคาที่ดินให้สะท้อนความเป็นจริง เพื่อช่วยให้สามารถเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นฐานข้อมูลสำหรับการซื้อขายที่ดิน และให้สถาบันการเงินนำไปใช้
    1 ม.ค. 59 ปรับราคาประเมินใหม่
    แหล่งข่าวจากกรมธนารักษ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่ากรมอยู่ระหว่างเร่งรัดสำรวจราคาที่ดินทั่วประเทศนำมาประเมินราคาใหม่ให้สอดรับกับสถานการณ์และสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน โดยบางส่วนจะทยอยแล้วเสร็จและนำเสนอให้คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาราคาได้ตั้งแต่เดือน มิ.ย.นี้เป็นต้นไป
    " การประเมินราคาที่ดินใหม่ชะลอไม่ได้ ต้องเร่งประเมินแบบรายแปลงทั่วประเทศ 32 ล้านแปลงให้เสร็จในปีครึ่ง ตามที่รัฐบาลให้โจทย์มา เพราะต้องเตรียมพร้อมในการนำมาประเมินเพื่อเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอนาคต ส่วนภาษีจะบังคับใช้หรือไม่เป็นเรื่องของรัฐบาล"
    ทั้งนี้ ในอนาคตจะมีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเป็นรายโฉนดว่า ผู้ถือครองแต่ละคนจะต้องเสียภาษีเท่าใด เจ้าของที่ดินเป็นใครบ้าง โดยนำราคาประเมินที่ดินเป็นรายแปลงมาเป็นฐานคำนวณการเสียภาษี ภายในสิ้นปี 2558 นี้ คาดว่าจะทำราคาประเมินที่ดินรายแปลงได้ 12 ล้านแปลง จากปัจจุบันอยู่ที่ 8 ล้านแปลง ส่วนใหญ่เป็นที่ดินต่างจังหวัด เนื่องจากในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ประเมินเป็นรายแปลงหมดแล้ว อีก 20 ล้านแปลงต้องดำเนินการให้เสร็จในปี 2560
    ทำเลรถไฟฟ้ายังแพงสุดแหล่งข่าวกล่าวว่า ภาพรวมราคาประเมินที่ดินทั่วประเทศฉบับใหม่จะปรับสูงขึ้น เมื่อเทียบกับราคาประเมินในรอบบัญชีปัจจุบัน ปี 2555-2558 โดยจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอย่างน้อย 10-15% ขึ้นไป จากรอบบัญชีปัจจุบันซึ่งราคาที่ดินทั่วประเทศปรับเพิ่มขึ้น 21.34% จากรอบบัญชีก่อนหน้านี้ แยกเป็นพื้นที่ กทม.ปรับขึ้น 17.13% และภูมิภาค 21.40% โดยพื้นที่ราคาประเมินปรับขึ้น อาทิ แนวรถไฟฟ้าทั้งสายเดิม เช่น ย่านสีลม บางแปลงปรับขึ้นถึงตารางวาละ 9 แสนบาท ถึง 1 ล้านบาท จากปัจจุบันราคาประเมินอยู่ที่ 8.5 แสนบาท/ตารางวา ขณะที่แปลงที่ดินในเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง เช่น สายสีเขียว แบริ่ง-สมุทรปราการ สีม่วงช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ ซึ่งเจริญเติบโตมากขึ้นก็ปรับสูงขึ้นเช่นเดียวกัน

    นอกจากนี้มีสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพงบางแค และบางซื่อ-ท่าพระ ซึ่งราคาซื้อขายในตลาดปรับขึ้นไปล่วงหน้าแล้ว เพราะการจัดทำราคาประเมินกรมจะเก็บราคาซื้อขายย้อนหลัง 2 ปี ที่แจ้งจดทะเบียนกับกรมที่ดินเป็นหลัก โดยเฉลี่ยคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10-20% ขึ้นอยู่กับพื้นที่ สำหรับพื้นที่ใจกลางเมืองส่วนใหญ่ราคาที่ดินชนเพดานแล้ว

    ขณะที่ที่ดินหลายจังหวัดในพื้นที่ภูมิภาค จุดที่ราคาประเมินการปรับเพิ่มขึ้น เช่น จังหวัดหัวเมืองหลัก เมืองใหญ่ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น เป็นต้น รวมถึงจังหวัดติดชายแดนที่จะมีการพัฒนาเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น จ.ตาก มุกดาหาร ตราด สระแก้ว สงขลา หนองคาย
    เปิดทำเลแชมป์ที่ดินราคาแพงสุด
    แหล่งข่าวกล่าวว่า ในส่วนของราคาประเมินที่ดินรอบบัญชี 2555-2558 บริเวณที่ราคาประเมินสูงสุดของประเทศอยู่ใน กทม. ได้แก่ ย่านถนนสีลม (แยกศาลาแดง-แยกนราธิวาส) ราคา 8.5 แสนบาท/ตารางวา ถนนราชดำริ (แยกราชประสงค์-คลองแสนแสบ) ถนนพระรามที่ 1 (แยกปทุมวัน-แยกราชประสงค์) ถนนเพลินจิต ตลอดสาย ตารางวาละ 8 แสนบาท ถนนราชดำริ (แยกศาลาแดง-แยกราชประสงค์) และถนนเยาวราช ตารางวาละ 7 แสนบาทตลอดทั้งสาย
    ส่วนต่างจังหวัด จุดที่ราคาประเมินที่ดินสูงสุดของภาคใต้อยู่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา บนถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ถนนประชาธิปัตย์ และถนนเสน่หานุสรณ์ ตารางวาละ 4 แสนบาท ภาคเหนือ ถนนวิชยานนท์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ตารางวาละ 2.5 แสนบาท ภาคอีสาน ถนนศรีจันทร์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ตารางวาละ 2 แสนบาท

    ภาคกลาง ถนนงามวงศ์วาน อ.เมือง จ.นนทบุรี, ถนนศรีสมุทร ถนนประโคนชัย ถนนด่านเก่า และถนนกายสิทธิ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ตารางวาละ 1.5 แสนบาท ภาคตะวันออก ถนนเลียบหาดพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ตารางวาละ 1.5 แสนบาท ภาคตะวันตก ติดชายทะเลหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตารางวาละ 1.5 แสนบาท
    บิ๊กตู่ชี้ภาษีที่ดินฯเพื่ออนาคตด้านความเคลื่อนไหวของรัฐบาล หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศชะลอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ให้กระทรวงการคลังศึกษาให้ชัดเจนอีกครั้ง ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ที่ดินฯเป็นภาษีเพื่ออนาคต วันนี้เห็นว่ายังเดือดร้อนจึงให้ชะลอไปนิดหนึ่งก่อน ต้องการให้อธิบายก่อนว่าโครงสร้างภาษีประเทศไทยเป็นอย่างไร
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รายได้รัฐมาจากหลายทาง ส่วนหนึ่งคือภาษีเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งภาษีมีหลายส่วน เช่น เงินงบประมาณส่วนกลาง ที่จะใช้พัฒนาประเทศทั้งหมด และขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นภาษีท้องที่ แนวคิดมาตรการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก็เพื่อเป็นรายได้ให้กับท้องถิ่น เพราะใช้กฎหมายเดิมมานานแล้ว จึงต้องปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีให้เหมาะสมกับประเทศไทย และสถานการณ์ในตอนนี้ แต่จะปรับอย่างไรกำลังพิจารณา แต่ถ้าไม่มีการจัดเก็บภาษีส่วนนี้ เงินที่จะมาพัฒนาท้องถิ่นก็ไม่มี รัฐควักให้ท้องถิ่น 2.6 แสนล้าน
    " วันนี้รัฐต้องจ่ายเงินให้ อปท.ประมาณสองแสนหกหมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งเป็นเงินเพิ่มเติม เพราะ อปท.จัดเก็บรายได้ได้แค่ 15% หรือเจ็ดหมื่นกว่าล้านบาท เท่ากับในส่วนของ อปท.จะต้องใช้เงินจากการจัดเก็บภาษีสามแสนกว่าล้านบาท ดังนั้นถ้าไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้หรือเก็บได้น้อยลงเรื่อย ๆ ท้องถิ่นก็จะไม่มีเงิน รัฐจำเป็นต้องเอาเงินส่วนกลางไปให้ อปท. ทำให้เงินส่วนกลางที่ควรเอาไว้ลงทุนหรือทำอย่างอื่นหายไป" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    เมื่อถามว่าจะใช้เวลาทบทวนนานเท่าใด พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า จะทบทวนไปเรื่อย ๆ จะทบทวนทั้งระบบ และจะสร้างความเข้าใจกับประชาชนว่ามีภาษีอะไรบ้าง ภาษีนิติบุคคล ภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีสรรพสามิต จะอธิบายทั้งโครงสร้างให้ประชาชนเข้าใจ ประเทศไทยเก็บภาษีต่ำที่สุดแล้ว ทั้งนี้ ก่อนจะมีมาตรการออกมาจะสร้างความเข้าใจก่อน
    เมื่อถามว่าร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯจะออกมาประกาศใช้ได้ทันรัฐบาลนี้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า " เดี๋ยวดูก่อน จะให้ผมอยู่แค่ไหนเล่า" ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ปัจจุบัน อปท.มีการจัดเก็บภาษีอยู่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นส่วนที่นำไปใช้คนละงานกัน ไม่ใช่มีเงินตรงไหนก็ใช้หมด มันมีกติกาอยู่ว่าเงินที่เก็บมาแล้วจะทำอะไรบ้าง มีวิธีเดียวคือต้องเอางบฯกลางเพิ่มเข้าไป ฉะนั้นต้องไปดูข้อกฎหมายว่าสามารถ นำมาใช้ได้หรือไม่ แต่จำนวนเงินภาษีก็ ไม่ได้มากมายอะไร
    ชี้ภาษีที่ดินส่งผลดีต่ออสังหาฯ
    นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดเผยว่า การที่นายกฯเลื่อนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ ตนมองว่ากฎหมายฉบับนี้คงไม่มีแนวโน้มที่จะบังคับใช้ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต แต่หากผลักดันประกาศใช้ได้จะส่งผลดีต่อดีเวลอปเปอร์ เพราะที่ดินจะมีการกระจายมากขึ้น อย่างที่ดินในทำเลสุขุมวิทซึ่งมีราคาแพง เจ้าของบางรายอาจจะปล่อยขายเพื่อลดภาระ จากที่ต้องแบกรับภาษีในอัตราที่สูง
    นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตัดสินใจชะลอการบังคับใช้ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ ถือว่าดี แม้ว่าประกาศใช้แล้วก็ยังไม่เก็บภาษีในทันที เพราะความคิดเห็นจากประชาชนช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับอัตราภาษี ส่วนใหญ่ออกมาคัดค้าน หากปล่อยไปอีกระยะหนึ่งจะกระทบความเชื่อมั่นผู้ซื้อที่อยู่อาศัย และเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจได้
  • เจ.เอส.พี.ตุนแลนด์แบงก์300ไร่รอผุดโครงการ4มุมเมือง...

    เจ.เอส.พี.ลุยซื้อที่ดินใหม่ 3 แปลงใหญ่เข้าพอร์ต ปีนี้เตรียมลงทุนใหม่ 2 โครงการ ไตรมาส 4 มูลค่าลงทุน 6 พันล้านบาท งัดที่ดินย่านแพรกษา 200 ไร่ พัฒนา
    นายทนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ ผู้พัฒนาโครงการสำเพ็ง 2 ถนนกัลปพฤกษ์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ได้เจรจาซื้อที่ดินใหม่ 3 แปลง เพื่อพัฒนาโครงการใหม่ ได้แก่ 1) ที่ดินรังสิต 130 ไร่ 2) ย่าน แพรกษา 200 ไร่ และ 3) ย่านบางบัวทอง 80 ไร่ เดิมเป็นตลาดน้ำ 100 ปี ปีนี้นำมาพัฒนา 2 แปลง ลงทุนรวม 6,000 ล้านบาท คือ ที่ดินย่านแพรกษา เกาะแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว (แบริ่ง-สมุทรปราการ) จะพัฒนาเป็นสปอร์ตคลับ สนามฟุตซอล 4 สนาม ช็อปเฮาส์ราคายูนิตละ 3 ล้านต้น ๆ ทาวน์เฮาส์ 21 ตารางวา ราคา 2 ล้านบาท บ้านแฝด 35 ตารางวา ราคาเกือบ 3 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ไม่เกิน 8 ชั้น ราคายูนิตละกว่า 1 ล้านบาท มูลค่าลงทุน (รวมที่ดิน) 3,000 ล้านบาท อีกแปลงที่รังสิต พัฒนาเป็นอาคารพาณิชย์ ทาวน์เฮาส์ มูลค่าลงทุน 3,000 ล้านบาท ทั้ง 2 โครงการคาดว่าจะเปิดตัวภายในไตรมาส 4 ปีนี้
    จุดขายโครงการของ เจ.เอส.พี.ฯ คือจะเป็นคอมเมอร์เชียลโลว์ไรส์ผสมผสานกับ ที่อยู่อาศัย เพื่อสร้างต่างจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะพัฒนาเฉพาะที่อยู่อาศัยภายใน โครงการ สไตล์ของเราคือซื้อที่ดินแปลงใหญ่ เพื่อให้ต้นทุนต่ำ และนำมาแยกส่วนพัฒนาโครงการหลากหลายประเภท เป็นมิกซ์ยูส (ผสมผสานการใช้งาน) นายทนงศักดิ์กล่าวต่อว่า ถึงแม้สถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว แต่บริษัทวางแผนลงทุนต่อเนื่อง โดยเตรียมงบฯลงทุน 4,500 ล้านบาท แยกเป็นงบฯก่อสร้างประมาณ 2,000 ล้านบาท และงบฯซื้อที่ดินใหม่กว่า 2,000 ล้านบาท ส่วนยอดรับรู้รายได้ตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่อง จากปี 2556 ทำได้ 800 ล้านบาท ปี 2557 ปิดยอด 2,600 ล้านบาท ส่วนปีนี้ตั้งเป้า 4,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีแบ็กล็อกหรือยอดขายรอรับรู้รายได้สะสม 7,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้จะโอนปี 2558 ประมาณ 4,000 ล้านบาท.....
  • แบงก์รุกสินเชื่อบ้านชูดอกเบี้ยพิเศษท้าลมร้อน.....

    ธนาคารรัฐ-พาณิชย์ ลุยปล่อยสินเชื่อรับลมร้อนช่วงมีนาคม-เมษายน ในช่วงที่ผู้บริโภคกำลังโกลาหล กังวล กับแนวทางรีดภาษีบ้านของรัฐบาล ธอส. ชูโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำปีแรก 1.25% ด้าน ออมสิน โปรโมชั่นท้าลมร้อนให้เลือก 2 รูปแบบ ดอกเบี้ยคงที่ 0.99% นาน 6 เดือน หรือดอกเบี้ยคงที่ 3.25% นาน 2 ปี แบงก์กรุงเทพ ตั้งเป้าโตกว่า 10-15% ด้านกสิกรไทย บุกหัวเมืองใหญ่ ตั้งเป้าสินเชื่อใหม่ 17,000 ล้านบาท
    นางอังคณา ปิลันธน์โอวาท ไชยมนัส กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ควบคู่กับการสร้างโอกาสด้านการออมที่ได้รับผลตอบแทนสูง ธอส. จึงได้ออกโปรโมชั่น "สินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษ" ปีที่ 1 คิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 1.25% ต่อปี ปีที่ 2 คิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับ 4.975% ต่อปี ปีที่ 3 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีลูกค้าสวัสดิการคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป คิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส.เท่ากับ 6.975% ต่อปี) ยื่นคำขอกู้ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2558 และทำนิติกรรมภายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 เท่านั้น โดยเริ่มใน 2 งานมหกรรมการเงินในเดือนมีนาคม ได้แก่ "มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 32" กรุงเทพฯ 12-15 มีนาคม 2558 และ "มหกรรมการเงินหาดใหญ่ ครั้งที่ 5 หรือ Money Expo Hatyai 2015" 13-15 มีนาคม 2558 ณ เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ จ.สงขลา ขณะที่ นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในเดือนมีนาคม 2558 นี้ธนาคารออมสิน นำเสนอโปรโมชั่น พิเศษ ทั้งซื้อที่อยู่อาศัย หรือไถ่ถอนจำนอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง/ซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม รวมทั้งกู้ไถ่ถอนจำนองและเพิ่มเติมเพื่อตกแต่งหรือซื้อเฟอร์นิเจอร์ ด้วยโปรแกรมพิเศษ 2 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ 1 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.99% ใน 6 เดือนแรก รูปแบบที่ 2 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.25% ใน 2 ปีแรก โดยใช้ใน 2 งานมหกรรมการเงินได้แก่ "มหกรรมการเงิน Money Expo หาดใหญ่ ครั้งที่ 5" และงาน "มหกรรมบ้านและคอนโดฯ ครั้งที่ 32" โดยจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2558
    ด้านธนาคารพาณิชย์ ไม่น้อย หน้าเดินหน้าลุยสินเชื่อบ้านเช่นกัน โดย นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อบ้านในปีนี้เติบโตมาก กว่า 10-15% จากปีก่อนที่เติบโต 12-13% โดยมียอดสินเชื่อคงค้างของสินเชื่อบ้าน ณ สิ้นปี 2557 อยู่กว่า 2 แสนล้านบาท โดยประเมินว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปีนี้จะยังมีการเติบโตได้ดี รวมทั้งภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งประชาชนยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก แต่ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่เห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจน ทำให้ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.พ. 58) อาจไม่เห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ปัจจุบัน ธนาคารกรุงเทพมีส่วนแบ่งตลาดสินเชื่อบ้าน 11% หรือเป็นอันดับ 4
    สำหรับ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอาจกระทบเชิงจิตวิทยาระยะสั้นกับผู้ที่กำลังซื้อบ้าน ทำให้ชะลอการตัดสินใจเพื่อรอความชัดเจนว่าจะเก็บภาษีหรือไม่และจะเก็บในอัตราเท่าใด แต่กระทบต่อสินเชื่อบ้านของธนาคารไม่มาก เพราะปัจจัยที่มีผลคือภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมากกว่า ขณะที่ นายทวี ธีระสุนทรวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยได้จัดโครงการพิเศษ "เฮง เฮง รับอั่งเปา กับสินเชื่อบ้านกสิกรไทย" เพื่อขยายโอกาสให้แก่ลูกค้าในต่างจังหวัด เข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ โดยมีให้เลือก 4 แบบ ต่ำสุด 0.99% พร้อมทำประกันชีวิตพิทักษ์สิน และบัตรกำนัลบิ๊กซีสูงสุด 3,000 บาท สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 เม.ย.2558 ทุกสาขาในหัวเมืองใหญ่ อาทิ เชียงใหม่ นครราชสีมา และภูเก็ต โดยตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อบ้านใหม่ในหัวเมืองใหญ่ปี 58 วงเงิน 17,000 ล้านบาท ส่วนเรื่องภาษีบ้าน เชื่อว่าไม่กระทบต่อความต้องการซื้อแต่ที่ต้องติดตามคือผลกระทบของภาษีต่อราคาบ้านในระยะต่อไป เพราะยังไม่แน่ชัดว่ารัฐจะคิดภาษีที่ดินเปล่าของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ หากคิดก็จะทำ ให้ผู้ประกอบการนับเป็นต้นทุนและรวมในราคาขายบ้าน ทำให้ผู้ซื้อได้บ้านในราคาที่แพงขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งในราคาที่เท่ากันจะได้บ้านที่เล็กลง ผู้ซื้อจะชะลอการตัดสินใจ ส่งผลต่อภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้...
  • AQ ล้างขาดทุนสะสมเกลี้ยง! ลดพาร์เหลือ50สต.-ฟุ้งมีกำไรปันผลทันที

    เอคิว เอสเตท เดินหน้า บุกตลาดอสังหาฯเต็มเหนี่ยวหลังลดราคาพาร์เหลือหุ้นละ 0.50 บาท จากเดิมอยู่ที่หุ้นละ 20 บาท ล้างขาดทุนสะสมเกลี้ยง! ผู้บริหารเปิดแผนปี 58 เตรียมเปิด 9 โครงการใหม่ ทั้ง "บ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮาส์-คอนโดมิเนียม" มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท ตั้งเป้ากวาดยอดขายรวมในปีนี้กว่า 2,500 ล้านบาท พร้อมจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นทันทีหากมีกำไรในอนาคต
    นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ AQ เปิดเผยว่า บริษัทได้ล้างขาดทุนสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 แล้ว ด้วยวิธีการลดทุนจดทะเบียนโดยการลดมูลค่าหุ้น (พาร์) จากราคาหุ้นละ 20 บาท เป็นมูลค่าหุ้นละ 0.50 บาท โดยภายหลังจากการจดทะเบียนลดมูลค่าหุ้นในวันที่ 3 มีนาคม 2558 ไม่ได้ทำให้จำนวนหุ้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
    " ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้เดินหน้าปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจจนสามารถล้างหนี้สะสม ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้ว และทำให้ในอนาคต AQ สามารถที่จะจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นทันทีหากมีกำไร"
    โดยปีที่ผ่านมาหลังจากที่มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนใหม่มูลค่า 2,075 ล้านบาท ซึ่งได้จัดซื้อที่ดินเพิ่ม 2 แปลง เพื่อนำมาพัฒนาโครงการใหม่ และพัฒนาโครงการเดิมที่มีอยู่ โดยแผนการดำเนินงานในปี 2558 บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 9 โครงการ ซึ่งมีทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม มูลค่า 8,000 ล้านบาท มีทั้งที่พัฒนาบนที่ดินเดิมที่บริษัทมีอยู่ และบนที่ดินใหม่ที่โดดเด่นด้านทำเลที่ตั้งและรูปแบบที่แตกต่างจากตลาด รวมแล้ว 1,600 ยูนิต โดยตั้งเป้ายอดขายในปีนี้ที่ 2,500 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมแผนที่จะขยายการพัฒนาโครงการไปยังหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญๆ ในต่างจังหวัด ซึ่งมองไว้ในภาคตะวันออกเป็นหลัก โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนารายละเอียดของโครงการ และปีนี้ AQ ยังกลับมารับจ้างบริหารโครงการให้กับรายอื่นด้วย ขณะเดียวกัน บริษัทได้สำรองเงินเพิ่มทุนส่วนหนึ่งไว้ลงทุนในโครงการที่ติดปัญหาเรื่องการเงิน แต่ยังมีศักยภาพสูงในด้านการตลาดมาดำเนินการจัดการโดยบริษัทจะดำเนินการจัดการเรื่องการเงินกับบริษัทนั้นๆ และยังเพิ่มทุนในโครงการดังกล่าวเพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อไป ปัจจุบันโครงการเดิมที่ยังดำเนินการขายอยู่ 4 โครงการ คือ โครงการ 15 GATES, โครงการ กฤษดา ลากูน ปิ่นเกล้า-พระราม 5, โครงการ กฤษดา เพรสทีจ ปิ่นเกล้า-พุทธมณฆล สาย 3, โครงการกฤษดา แกรนด์ พาร์ค ติดถนนใหญ่ พหลโยธิน-รังสิต และโครงการคอนโดมิเนียม 2 โครงการคือ โครงการ Garden อโศก-พระราม 9 และ โครงการ The Kris รัชดาฯ 17 และ 9 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท
  • คอลัมน์ Property Focus: คอนโดฯ หรูฮอตจริง ไตรมาส 1 เปิดใหม่ 972 ยูนิต....

    นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CBRE กล่าวว่า ตลาดคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรีราคาขายมากกว่า 2.5 แสนบาทต่อตร.ม.ยังคงมีความต้องการสูง โดยเฉพาะในทำเลใจกลางย่านธุรกิจ จะเห็นได้จากในช่วงระยะ 2 ปีก่อนหน้านี้ มีโครงการคอนโดมิเนียมหรูหลายโครงการที่พัฒนาสินค้าในทำเลที่อิงไปกับแนวเส้นทางรถไฟฟ้าหรือตั้งอยู่ใกล้ถนนใหญ่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ ตลาดระดับบนก็ให้การตอบรับ ค่อนข้างดีมีอัตราการขายเฉลี่ยมากกว่า 80% ต่อโครงการ
    โดยพื้นที่ที่ได้รับความนิยมคือ สุขุมวิท เนื่องจากพื้นที่บริเวณดังกล่าวมีโครงการรถไฟฟ้าผ่าน อีกทั้งกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจำนวนมาก
    สำหรับในไตรมาส 1 ปี 2558 คาดว่าจะมีโครงการคอนโด มิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรีเปิดตัวใหม่จำนวน 972 ยูนิต จาก4 โครงการประกอบด้วย เดอะดิโพลแมท 39, โฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเด้นซ์, นิมิต หลังสวน และคิว สุขุมวิท โดยอยู่ในพื้นที่สุขุมวิท จำนวน 429 ยูนิต ที่เหลืออยู่ในพื้นที่ริมแม่น้ำและลุมพินี จำนวน 355 และ 188 ยูนิตตามลำดับ
  • อสังหาฯเด่นดอกเบี้ยลดหนุนกำไรโต....

    หุ้นอสังหาฯ รับเต็มๆ ดอกเบี้ยลง 0.25% หนุนสินค้าในมือ 2.53 แสนล้านบาท โอนเป็นรายได้เร็วขึ้น นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.75% จะส่งผลให้คุณภาพยอดขายบ้านที่รอโอนดีขึ้นและความเสี่ยงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ลดลง
    สำหรับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ 15 แห่ง ที่ฝ่ายวิจัยศึกษาอยู่ ณ สิ้นปี 2557 มียอดขายบ้านที่รอโอนรวม 2.53 แสนล้านบาท โดยจำนวน 1.17 แสนล้านบาท มีกำหนดก่อสร้าง เริ่มโอน และบันทึกเป็นรายได้ในปีนี้ และดอกเบี้ยที่ลดลงก็น่าจะทำให้ประมาณการกำไรของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในปี 2558 เติบโต 13.6% ได้ และมีความเสี่ยงน้อยที่กำไรจะไม่โตตามประมาณการนี้ คาดว่าทั้ง 15 บริษัทจะมีกำไรสุทธิ 3.92 หมื่นล้านบาทจากปี 2557 มีกำไรสุทธิ 3.7 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ การถูกปฏิเสธสินเชื่อสำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยลดต่ำลง เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะทำให้อัตราการผ่อนชำระต่องวดของผู้กู้ลดลง ส่วนผลที่จะเกิดขึ้นต่อกำลังซื้อใหม่ ช่วยกระตุ้นให้ผู้ที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น แต่ไม่ถึงระดับที่จะทำให้สัญญาณการซื้อบ้านใหม่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหุ้นที่แนะนำคือบริษัท ศุภาลัย (SPALI) ราคาหุ้นลดลงเกินปัจจัยพื้นฐานทำให้พี/อี ต่ำเพียง 6.8 เท่า ขณะที่อัตราเงินปันผลอยู่ที่ 6% ให้ราคาเหมาะสมที่ 31.96 บาท
    นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) กล่าวว่า ดอกเบี้ยลดลงจะส่งผลดีต่อกำลังซื้อให้เพิ่มขึ้น 2% และปีนี้ภาคอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเติบโตได้ 5% ส่วนต่างจังหวัดจะทรงตัว
  • ทองคำดำดิ่ง... คาดหลัง มี.ค.เหลือ 17,600-17,800 ลดดอกเบี้ยทำบาทอ่อน 30 สตางค์ ...

    กนง.ลดดอกเบี้ย ฉุดบาทอ่อนหนุนราคาทองไทยลดแต่ไม่แรง กูรูแนะหลัง มี.ค.นี้ มีโอกาสทองต่ำสุดเป็นจังหวะดีเข้าลงทุน
    นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นผลทันทีต่อค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงประมาณ 30 สตางค์ ใกล้แตะ 33 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่ยังแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินคู่ค้า แต่ในระยะต่อไปแนวโน้มเงินบาทอาจอ่อนค่า เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยไทย-สหรัฐแคบลง อาจส่งผลให้เงินทุนไหลออกโดยเฉพาะจากพันธบัตรกระทรวงการคลัง จึงคาดว่าสิ้นปีเงินบาทจะเคลื่อนไหวที่ 34 บาท/เหรียญสหรัฐ
    นายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า ผลจากเงินบาทอ่อนค่าทำให้ราคาทองคำเมื่อแปลงเป็นเงินบาทไม่ได้ลดลงจากแนวโน้มราคาทองจากเดือน มี.ค.นี้ ราคาทองคำน่า จะมีโอกาสทำสถิติต่ำสุดครั้งใหม่ (นิวโลว์) ซึ่งเคยลงไปต่ำสุด 1,130 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เมื่อช่วงปลายปี 2557 เนื่องจากคาดการณ์ว่าหากสหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินสหรัฐปรับตัวแข็งค่า และส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง กรณีราคาทองคำลงแตะระดับนิวโลว์ที่ 1,130 เหรียญสหรัฐ คิดบนค่าเงินบาทที่ระดับ 32.8 เหรียญสหรัฐ จะเท่ากับราคาทองบาทละ 17,600-17,800 บาท นับเป็นจังหวะทยอยรับซื้อ เพราะมองว่าหากราคาทองคำต่ำกว่าบาทละ 18,000 บาท ซื้อสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาว
    " ทิศทางค่าเงินบาทในปีนี้ น่าจะอยู่ในกรอบ 33-34 บาท/เหรียญสหรัฐ แนวโน้มเงินอ่อนค่าเป็นตัวช่วยให้ราคาทองคำในประเทศไม่ลดลง ดังนั้นค่าเงินบาทเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทองคำจะต้องเฝ้าสำคัญที่นักลงทุนทองคำจะต้องเฝ้าติดตามในปีนี้" นายกมลธัญ กล่าว
    นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ข้อดีของการลดดอกเบี้ยคือทำให้คนมีกำลังซื้อ กล้ากู้เงิน เกิดการบริโภคและการลงทุน แต่อีกด้านหนึ่งทำให้คนที่ฝากเงินกับธนาคารได้ดอกเบี้ยน้อยลง อาจมีทำกำไรได้ สำหรับความเคลื่อนไหวของธนาคารพาณิชย์ หลังจากที่ กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย และธนาคารไทยพาณิชย์ได้ลดดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝากลง 0.2% ขณะนี้ยังไม่มีธนาคารใดลดดอกเบี้ยตาม นายภากร ปีตธวัชชัย รอง ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ดอกเบี้ยปรับลดลงเพียงเล็กน้อย อาจทำให้นักลงทุนถือหุ้นระยะยาวมากขึ้น
  • 'แลนด์ฯ'มองอสังหาปีนี้โตต่ำ

    “แลนด์แอนด์เฮ้าส์” ประเมินอสังหาฯปี58 โตไม่ถึง10% เหตุปัจจัยหนุนตลาดมีเพียงการลงทุนภาครัฐ

    ขณะที่กำลังซื้อต่างจังหวัดแผ่ว ฉุดยอดขายปี 57 ต่ำเป้า จับตาคอนโดต่างจังหวัด"ทิ้งดาวน์-ไม่รับโอน" โดยเฉพาะราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท ที่ซื้อเก็งกำไรจำนวนมาก

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าสดใสในปีนี้ ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่ “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” ผู้ประกอบการอสังหาฯรายใหญ่ 1 ใน 3 ของตลาด มองว่า แม้สถานการณ์ธุรกิจจะดีขึ้น แต่ยังมีหลากปัจจัยลบ ทำให้คาดว่าอสังหาฯปีนี้ แต่จะโตด้วยตัวเลขหลักเดียว

    นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ประเมินแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ทรัพย์ปีนี้ว่า แม้จะโตขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แต่คาดจะโตไม่ถึง 10% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่ไม่มาก เมื่อเทียบกับปี 2557 ที่เติบโตติดลบ เนื่องจากเห็นว่าปัจจัยที่จะช่วยหนุนตลาดมีเพียงปัจจัยเดียว คือ การขยายลงทุนของภาครัฐ ที่จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและผู้บริโภคให้กลับมา

    “หากรัฐลงทุนจริง ส่งผลให้ภาคเอกชนเชื่อมั่นและลงทุนตาม เพราะที่ผ่านมาแม้เอกชนจะพร้อมแต่ก็ยังรอท่าทีที่ชัดเจนของรัฐบาล ทำให้รอบหมุนของเงินชะงักไป ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเอสเอ็มอี และกลุ่มรากหญ้า ประกอบกับราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ทำให้กำลังซื้อและการบริโภคแผ่วลงไปมากในปีที่ผ่านมา”

    ต่างจังหวัดซบฉุดยอดปี57ต่ำเป้า

    นายนพร ยังระบุว่า ในปีที่ผ่านมา ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบพอสมควร โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัด ซึ่งถือว่าเป็นปีที่แย่ที่สุดตั้งแต่ที่บริษัทได้ขยายโครงการไปต่างจังหวัด สะท้อนจากยอดขายโครงการต่างจังหวัดของบริษัทที่พบว่า ยอดขายต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 20-25% ทำให้ยอดขายรวม ปี 2557 อยู่ที่ 31,500 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 32,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ ยังพบว่า สัดส่วนการปฏิเสธสินเชื่อ (รีเจค) ของลูกค้าของแลนด์ฯเพิ่มขึ้นเป็น 15-20% เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

    “หวังว่ารัฐบาลจะมีนโยบายชัดเจนออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการขยายการลงทุนไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น ปีที่แล้วตลาดต่างจังหวัดเติบโตลดลงมาก ผลจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ มองว่ากำลังซื้อต่างจังหวัดยังน่าจะมีอยู่ เพราะขาดความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นตัวแปรการตัดสินใจลงทุนซื้อบ้าน หรือรถยนต์”

    จับตาคอนโดต่างจังหวัดไม่รับโอน

    นอกจากนี้ ปัจจัยที่น่ากังวลในปีนี้ คือ การโอนคอนโดมิเนียมที่ขายไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจำนวนมาก ซึ่งต้องติดตามว่าการโอนคอนโดเหล่านี้จะมีปัญหาหรือไม่ โดยเฉพาะในระดับราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท ในต่างจังหวัดที่มีการซื้อเพื่อเก็งกำไรมาก จะมีการทิ้งดาวน์หรือไม่ ซึ่งขณะนี้พบว่าเริ่มมีโครงการยกเลิก คืนเงินให้ผู้บริโภค รวมถึงรอดูความชัดเจนของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่รัฐจะผลักดันออกมาว่าจะกระทบกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มากน้อยเพียงใด

    “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะมีแรงเฉื่อยอยู่พอสมควร มองว่าไตรมาสแรกตลาดยังคงซึมๆ กำลังซื้อไม่ดีขึ้นในทันที การเปิดตัวโครงการใหม่ของบริษัทส่วนใหญ่ จึงจะไปอยู่ในช่วงครึ่งปีหลัง"

    นายนพร ยังกล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ประเมินว่าทั้งปีจะอยู่ที่ 50-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับการพัฒนาโครงการแนวราบที่ลดลง เพราะผู้ประกอบการหันมาพัฒนาคอนโดมิเนียมมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนงานดินลดลงจากเดิมประมาณ 300 บาทต่อคิว มาอยู่ที่ 240-280 บาทต่อคิว ส่วนราคาวัสดุก่อสร้างยังทรงตัว ต้นทุนการก่อสร้างค่อนข้างทรงตัว โดยมองว่าราคาขายบ้านและคอนโดยังปรับเพิ่มขึ้นจากต้นทุนราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น

    ทุ่มงบ1.2 หมื่นล.ลุยตลาด

    นายนพร กล่าวต่อว่า แนวทางการบริหารธุรกิจปีนี้ จะคงใช้โมเดลเดิม โดยยังคงวางเป้าการเติบโตไว้ 10% ทุกปี ไม่ว่าตลาดจะเติบโตมาก หรือน้อย เพราะจะทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องบุคลากร และสามารถควบคุมคุณภาพสินค้า โดยจะไม่เน้นทำสินค้าซื้อเพื่อเก็งกำไร

    สำหรับแผนการดำเนินงานปีนี้ บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่อีก 17 โครงการ มูลค่า 37,000 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 12 โครงการ ทาวน์เฮ้าส์ 2 โครงการ และ คอนโด 3 โครงการ ตั้งอยู่ในกทม.12 โครงการ และต่างจังหวัด 5 โครงการ โดยคอนโดจะลงทุนในกทม. และจ.เชียงใหม่ ส่วนภาคอีสานยังไม่มีแผน จะขอรอดูสถานการณ์ปัญหาการโอนก่อน ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 62 โครงการ

    ด้านนายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้เตรียมเม็ดเงินลงทุน 12,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบลงทุนซื้อที่ดิน 8,000 ล้านบาท รองรับการพัฒนาไปอีก 1 ปีครึ่ง และงบลงทุนซื้อหรือพัฒนาอสังหาฯให้เช่า 4,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างเจรจาซื้ออพาร์ตเมนท์ ในซานฟรานซิโก สหรัฐ 1 แห่ง ใช้งบกว่า 2,000 ล้านบาท คาดได้ข้อสรุปภายในครึ่งแรกของปีนี้ นับเป็นอพาร์ตเมนต์แห่งที่ 3 หลังจากได้ซื้อมาแล้ว 2 แห่งในช่วงก่อนหน้านี้

    ส่วนงบลงทุนที่เหลืออีกเกือบ 2,000 ล้านบาท จะนำมาซื้อหรือพัฒนาอสังหาฯให้เช่าในไทย เพื่อเพิ่มพอร์ตรายได้จากการเช่าในอนาคต ปัจจุบันอยู่ที่กว่า10% รวมถึงการพัฒนาโรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พ้อยส์ ทองหล่อ 440 ห้อง มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง โดยเริ่มก่อสร้างแล้วเมื่อปลายปี 2557 และคาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2559

    "เราคาดว่าเงินที่ไปใช้ลงทุนโครงการโรงแรมที่ทองหล่อ อาจจะเหลือนิดหน่อย เราอาจนำไปใช้ลงทุนหรือซื้อโครงการที่เกี่ยวกับการให้เช่า ซึ่งมองหาโอกาสอยู่ไม่ว่าจะลงทุนเองหรือซื้อ ถ้าจะซื้อก็ตอนนี้มีคนมาเสนอเรื่อยๆ แต่ยังไม่ตัดสินใจ ส่วนโครงการศูนย์การค้า มองหาทำเล รูปแบบคงคล้ายๆกับเทอมินอล 21 แต่ตอนนี้ยังหาทำเลดีๆ แบบเทอมินอลไม่ได้"

    สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานปีนี้ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 34,000 ล้านบาท เติบโต 8% จากปี 2557 ที่ทำยอดขายได้ 31,500 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายรายได้ตั้งไว้ที่ 30,000 ล้านบาท

    โดยสิ้นปี 2557 บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) 21,000 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ปีนี้ 5,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า (ปี 59-60) ส่วนรายได้จากธุรกิจให้เช่าที่เป็นอพาร์ทเม้นท์ และโรงแรมจะมีรายได้ 2 พันล้านบาท

    15 มค 58
Visitors: 302,148